
วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมโรงแรมฮอลิเดย์การ์เด้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เราองค์กรคนพิการ ศูนย์บริการคนพิการ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ตระหนักดีว่ากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้รับเงินบำรุงร้อยละ 2 จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้ภาคประชาชนสามารถลุกขึ้นมาดูแลกันเองในระดับชุมชน และทำให้คนพิการจำนวนมาก ได้รับการ พัฒนาศักยภาพจนพึ่งพาตนเองได้
ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ….. เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับฟัง ความคิด เห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญ ในการยกเลิกเงินบำรุงกองทุนในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ซึ่งจัดเป็นภาษี วัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked) อันเป็นแหล่งรายได้หลักที่มี ความมั่นคงและเป็นอิสระ ของสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 โดยให้เปลี่ยนไปใช้กลไกการ ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทนนั้น
เครือข่ายคนพิการภาคเหนือ ประกอบด้วยองค์กรคนพิการ ศูนย์บริการคนพิการ และภาคีเครือข่าย ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา และแม่ฮ่องสอน ทำงานโดยมุ่งพัฒนาศักยภาพ ของคนพิการให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยมีกระบวนการชุมชนคอยหนุนเสริม เนื่องจากคนพิการ จำนวน มากยังมีข้อจำกัดหลายประการทั้งในการดูแลตนเองและการเข้าถึงบริการของรัฐ ที่ผ่านมาเครือข่ายได้รับ การสนับสนุนจาก สสส. อย่างต่อเนื่องในการพัฒนาศูนย์บริการคนพิการระดับตำบลและกลไกคณะทำงาน ในพื้นที่ ซึ่งเป็นงานระดับชุมชนที่งบประมาณตามระบบราชการปกติเข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงได้ไม่ต่อเนื่อง
ภารกิจการดูแลคนพิการและกลุ่มเปราะบางมีหลายมิติ และเกี่ยวพันกับหน่วยงานหลายกระทรวง ดังจะเห็นได้จากพัฒนาการของหน่วยงานรัฐด้านสวัสดิการสังคม ตั้งแต่กรมประชาสงเคราะห์ในสังกัด กระทรวงมหาดไทย ซึ่งในปี พ.ศ. 2536 ได้โอนไปสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และในปี พ.ศ. 2545 ได้ปรับเป็นกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จนถึงปัจจุบัน แม้โครงสร้างหน่วยงานจะเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่งานที่ต้องเชื่อมโยงข้ามหน่วยงาน และลงลึกถึงระดับครัวเรือนยังคงเป็นช่องว่างสำคัญ สสส. ได้ทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ด้วยการ สนับสนุนภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายให้ทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนพิการ ภายใต้แหล่งเงินที่มาจากภาษีสุราและยาสูบโดยตรง
เครือข่ายคนพิการภาคเหนือเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบ ดังนี้
1. งานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะขาดความต่อเนื่อง การขอรับงบประมาณรายปีทำให้วงเงินไม่แน่นอน ต้องแข่งขันกับรายจ่ายอื่นของรัฐ และผันผวนตามสถานการณ์การคลัง ขณะที่งานพัฒนาศักยภาพคนพิการและกลไก ชุมชนต้องอาศัยการดำเนินงานระยะยาวจึงจะเกิดผล
2. ความเป็นอิสระของกองทุนจะลดลง เมื่อแหล่งเงินขึ้นอยู่กับการพิจารณางบประมาณประจำปี ย่อมเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงทางการเมือง และลดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนด ประเด็นการทำงานด้วยตนเอง
3. ขัดกับหลักการที่ผู้ก่อภาระทางสุขภาพต้องร่วมรับผิดชอบ เงินบำรุงร้อยละ 2 เป็นกลไกที่ เชื่อมโยงผลกระทบจากสุราและยาสูบเข้ากับการสร้างเสริมสุขภาพ การยกเลิก โดยไม่มีหลัก ประกันว่าเงินส่วนนี้จะกลับคืนสู่รัฐ อาจเป็นประโยชน์ แก่ผู้ประกอบการมากกว่าประชาชน
4. การทำงานของภาคประชาชนจะถูกตัดตอน งานที่ภาคีเครือข่ายร่วมกับ สสส. สร้างไว้ในระดับ ตำบล รวมถึงศูนย์บริการคนพิการและคณะทำงานในพื้นที่ มีความเสี่ยงที่จะหยุดชะงัก ซึ่งผล กระทบจะตกอยู่กับคนพิการและครอบครัวโดยตรง
เครือข่ายคนพิการภาคเหนือจึงขอแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และมีข้อเรียกร้อง ดังนี้
1. . ขอให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คณะผู้เสนอกฎหมาย และสภาผู้แทนราษฎร ทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และคงไว้ซึ่งกลไกเงินบำรุง กองทุนร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบตามกฎหมายเดิม
2. หากผู้เสนอกฎหมายเห็นว่าการบริหารจัดการของ สสส. ควรปรับปรุง ขอให้ดำเนินการ ผ่านการเพิ่มความ โปร่งใสและกลไกการตรวจสอบ โดยไม่เปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของเงินกองทุน
3. ขอให้การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายที่กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เปิดให้คนพิการ เข้าร่วมได้อย่างแท้จริง ด้วยรูปแบบที่คนพิการทุกประเภทเข้าถึงได้ เช่น ล่ามภาษามือ เอกสารอักษรเบรลล์ และเอกสารฉบับอ่านง่าย

เรามีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ที่จะยกเลิกเงินบำรุงดังกล่าว และให้กองทุนต้องขอรับงบประมาณรายปีจากรัฐบาลแทน ซึ่งจะทำให้งานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการขาดความต่อเนื่องและความเป็นอิสระ
เราจึงขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน ดังนี้
1.เราจะยืนหยัดคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และร่วมรักษากลไกเงินบำรุงร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบไว้ เพื่อให้แหล่งทุนสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนมีความมั่นคง ต่อเนื่อง และเป็นอิสระ
2. เราจะส่งเสียงของคนพิการเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นทุกช่องทาง และเรียกร้องให้ การรับฟังความคิดเห็นต่อกฎหมายที่กระทบกลุ่มเปราะบาง เปิดให้คนพิการ ทุกประเภท เข้าถึงและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง
3. เราจะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกกลุ่ม ทั้งผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน สตรี ผู้ป่วย ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสังคมอย่างสร้างสรรค์และสันติ
4. เราจะทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมเปิดเผยผลการดำเนินงาน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนต่อสาธารณะ เพื่อยืนยันว่าภาษีจากสุราและยาสูบ ได้กลับคืนสู่สุขภาวะของประชาชนอย่างคุ้มค่า
5. เราจะเดินหน้าพัฒนาศักยภาพคนพิการให้พึ่งพาตนเองได้ และพัฒนากลไกชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้คนพิการอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม
“ภาษีจากสุราและยาสูบ ต้องคืนสู่สุขภาวะของประชาชน”
