“ร่วมปกป้องสิทธิ์การจัดการสุขภาวะ ยืนหยัดสร้างสวัสดิการชุมชน รองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด”

เครือข่ายธนาคารเวลา 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน บุกเชียงใหม่! แถลงคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกเงินภาษีบาป สสส. ชี้รัฐไร้ระบบรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ หวั่นทุบนวัตกรรมสวัสดิการชุมชนและพึ่งพากันเองภาคประชาชน

เชียงใหม่ 12 ตุลาคม 2569 เครือข่ายธนาคารเวลา 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ลำปาง พะเยา และแม่ฮ่องสอน) และภาคีเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพภาคพลเมือง เปิดเวทีแถลงการณ์ร่วมต่อสาธารณะ ณ ห้องประชุมโรงแรมฮอลิเดย์การ์เด้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประกาศจุดยืน “คัดค้านอย่างถึงที่สุด” ต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเสนอโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ในนามพรรคการเมืองเข้าสู่ระบบรัฐสภา และกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้

สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว มุ่งหวังที่จะ ยกเลิกเงินบำรุงกองทุนในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ (Earmarked Tax) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักที่เป็นอิสระของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ แล้วเปลี่ยนไปเป็นการขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีแผ่นดินผ่านระบบราชการแทน ซึ่งเครือข่ายฯ ชี้ว่าการกระทำนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้สูงอายุในพื้นที่ท้องถิ่นและห่างไกล

นายอนันต์ แสงบุญ ผู้ประสานงานเครือข่ายธนาคารเวลาภาคเหนือตอนบน เปิดเผยว่า “ปัจจุบันภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เผชิญกับวิกฤตสถานการณ์ ‘สังคมสูงอายุ’ รวดเร็วและรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ในบริบทที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนผ่านอย่างก้าวกระโดดและระบบบริการสุขภาพของรัฐมีข้อจำกัด เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่จึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรม ‘ธนาคารเวลา (Time Bank)’ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้จาก สสส. เกิดเป็นกลไกอาสาสมัครแลกเปลี่ยนเวลาเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนห่างไกล ช่วยหนุนเสริมและแบ่งเบาภาระของ รพ.สต. และโรงพยาบาลประจำจังหวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะ สสส. มีงบประมาณที่เป็นอิสระ ยืดหยุ่น และเอื้อให้เกิดการทำงานเชิงรุกระยะยาวร่วมกับชุมชน”

ทั้งนี้ เครือข่ายธนาคารเวลา ๖ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ประเด็นหลักต่อผู้เสนอกฎหมายและสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่:
1. ขอให้ทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และคงไว้ซึ่งกลไกเงินบำรุงกองทุนร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบตามกฎหมายเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อความต่อเนื่องของโครงการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกล
2. หากต้องการปรับปรุงการบริหารจัดการ ควรใช้การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรภายใน โดยเพิ่มกลไกรายงานผลต่อสภาและสาธารณะเพื่อความโปร่งใส โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือทำลายแหล่งที่มาของเงินกองทุน
3. ควรมีการประเมินผลกระทบเชิงนโยบาย (RIA) ประกอบการพิจารณา เนื่องจาก สสส. เป็นองค์กรสร้างเสริมสุขภาพที่เป็นเจ้าของนวัตกรรมสาธารณสุขและได้รับการยอมรับในระดับสากลมาตลอดกว่า ๒๕ ปี

ในตอนท้ายของการแถลงข่าว เครือข่ายฯ ได้ร่วมกันอ่าน “ประกาศเจตนารมณ์ร่วม” ยืนยันว่า สิทธิ์การดูแลสุขภาวะต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง และหากพรรคภูมิใจไทยและกลไกสภายังเดินหน้ายึดงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพเพื่อประโยชน์ส่วนตน เครือข่ายภาคประชาชนก็พร้อมที่จะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในสุขภาวะของคนไทยทุกคน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *