
เครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่ เด็กและเยาวชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภค การพัฒนาสังคม และการส่งเสริมสิทธิประชาชน ร่วมยื่นหนังสือแสดงจุดยืนและข้อเสนอกรณีการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ และพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย
โดยยื่นหนังสือต่อนางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ เขต 1 และยื่นผ่าน นายชูเดช เกตุชูรัตน์ หัวหน้าสาขาพรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ และนายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ และร่วมผลักดันการปฏิรูปที่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาชน
เครือข่ายภาคประชาสังคมระบุว่า การรวมตัวและดำเนินงานของภาคีเครือข่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ผ่านการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกตามแนวคิด “สร้างนำซ่อม” มุ่งป้องกันปัญหาสุขภาพก่อนเกิดการเจ็บป่วย ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และสร้างสังคมที่ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน


กรณีการเสนอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงจากอุตสาหกรรมสุราและยาสูบเพิ่มเติม (Earmarked Tax) และเปลี่ยนไปใช้การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยให้เหตุผลด้านการรักษาวินัยการเงินการคลังนั้น เครือข่ายเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อความมั่นคงของแหล่งทุน ความเป็นอิสระ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
นอกจากนี้ ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งเปิดรับฟังเป็นระยะเวลา 15 วัน และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 พบว่ามีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นและมีสัดส่วนผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายในทุกฉบับ ดังนี้
ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ
- ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 85,734 คน ไม่เห็นด้วย 89.47% และเห็นด้วย 9.33%
- ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 124,593 คน ไม่เห็นด้วย 72.42% และเห็นด้วย 27.18%
- ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 17,339 คน ไม่เห็นด้วย 73.12% และเห็นด้วย 26.65%
- ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 15,552 คน ไม่เห็นด้วย 67.88% และเห็นด้วย 31.84%
เครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า ผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง และสะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการทบทวนกฎหมายอย่างรอบด้าน ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป


พร้อมกันนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่ได้เสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- ทบทวนและคัดค้านการยกเลิกกลไกภาษีเพื่อสังคม (Earmarked Tax)
ขอให้พิจารณาผลกระทบจากการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ดำเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยคำนึงถึงหลักการที่ผู้ก่อผลกระทบควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะของประชาชน หากต้องเปลี่ยนไปพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปีเพียงอย่างเดียว - คุ้มครองความโปร่งใสและความเป็นอิสระขององค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะ
การปฏิรูปองค์กรควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง โดยไม่ลดทอนความเป็นอิสระในการดำเนินงาน โดยเฉพาะองค์กรสื่อสาธารณะ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และต้องสามารถทำหน้าที่ได้โดยปราศจากการแทรกแซง - คุ้มครองโอกาสและพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
ขอให้คำนึงถึงผลกระทบต่อองค์กรชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องอาศัยแหล่งทุนและกลไกสนับสนุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเข้าถึงทรัพยากร การเรียนรู้ และการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชน เพื่อให้ทุกกลุ่มสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม - ขอให้ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการปฏิรูป
เสนอให้ใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรผลักดันการถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากกระบวนการนิติบัญญัติ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกภาคส่วน ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันศึกษาผลกระทบและเสนอแนวทางปฏิรูปองค์กรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสาธารณะ โดยไม่ลดทอนความเป็นอิสระและการมีส่วนร่วมของประชาชน - ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมและการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
ขอให้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ผ่านการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การกระจายโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัย ควบคู่กับการสนับสนุนภาคประชาสังคมให้เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่ย้ำว่า การปฏิรูปองค์กรและกองทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นการลดทอนทรัพยากร โอกาส และพื้นที่การทำงานของประชาชน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายจึงควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ผลกระทบที่รอบด้าน และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
“การสร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนาสังคม และการสร้างโอกาสให้ประชาชน ไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคม” เครือข่ายจึงขอให้ผู้แทนทางการเมืองและสมาชิกวุฒิสภานำข้อเสนอไปพิจารณา และร่วมกันรักษากลไกที่สนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

#เชียงใหม่คัดค้านแก้กฎหมาย
