
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผู้บริหารและคณะกรรมการกำกับทิศทาง แผนคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 2 ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อติดตามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของ ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา ภาคเหนือ (กพย. Node เหนือ) ณ ศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลเมืองลำพูน โดยมุ่งติดตามผลการดำเนินงาน การพัฒนาเครือข่าย และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน



ในการประชุม ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี และทีมงาน ได้นำเสนอเป้าหมายการดำเนินงานระยะที่ 3 ประจำปี 2569 ที่มุ่งส่งเสริมการป้องกันโรคไตเรื้อรังในกลุ่มเสี่ยง ผ่านความร่วมมือของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายเภสัชกรปฐมภูมิ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เทศบาล และชุมชน พร้อมต่อยอดจากการดำเนินงานในระยะที่ผ่านมา ทั้งการจัดการปัญหายาข้ามชายแดน การส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในสัตว์น้ำ การเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านยาในชุมชน และการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านระบบยาของภาคเหนือ


นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลการดำเนินงานของพื้นที่ต้นแบบ ได้แก่ โครงการจัดการปัญหาสเตียรอยด์ในชุมชนตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และโครงการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านการป้องกันโรคไตในเครือข่ายผู้สูงอายุ ผ่านกลไก “ครู ก อสม. แกนนำสู้ไต” ของศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลเมืองลำพูน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเครือข่ายชุมชนในการสร้างสุขภาพเชิงรุก
ภายหลังการประชุม คณะผู้บริหาร สสส. สำนัก 2 ได้ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประชาชน อสม. และบุคลากรสาธารณสุข ณ สุขศาลาชุมชนชัยมงคล ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสันดอนรอม และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสันป่ายางหลวง พร้อมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาได้สำเร็จ รวม 7 กรณีต้นแบบ เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จและการขยายผลสู่ชุมชนอื่น



ที่ประชุมได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 5 ประเด็น ได้แก่
- การสร้างเสริมสุขภาพต้องยึดหลักสุขภาพองค์รวม ดูแลสุขภาพโดยไม่ต้องใช้ยา และใช้ยาเมื่อจำเป็น
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพ
- ค้นหาและถอดบทเรียนจากบุคคลต้นแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพได้สำเร็จ
- เพิ่มความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายยาผิดกฎหมายในชุมชน
- คำนึงถึงความคุ้มค่าและการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการใช้ยาอย่างปลอดภัยและสมเหตุผล
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ การผลักดันแนวคิด Social Prescribing หรือการสั่งจ่าย “กิจกรรมทางสังคมและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต” แทนการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีสาเหตุจากพฤติกรรม รวมถึงการสร้างความยั่งยืนผ่านกลไกงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสนับสนุนจาก สปสช. การพัฒนาการสื่อสารสาธารณะให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น และการสร้าง “ภูมิ 5 ด้าน” ตามแนวคิด Ottawa Charter เพื่อยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน



การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม. และประชาชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนระบบยาและการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมุ่งให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็น และสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างยั่งยืน
