สภาลมหายใจเชียงใหม่ย้ำ ทุกอย่างต้องกลับไปที่บริบทเชิงพื้นที่ ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้ทุกที่


6 พฤษภาคม 2569 ปริศนา พรหมมา ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นในงาน “ผนึกกำลังหาทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ร่วมกับตัวแทนจากหลายภาคส่วน อาทิ แกนนำเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ และมูลนิธิกระจกเงา

สภาลมหายใจเชียงใหม่นำเสนอ 5 ข้อเสนอ เพื่อก้าวออกจากข้อถกเถียงที่วนซ้ำ สู่ทางออกที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

  1. เปลี่ยนกระบวนทัศน์การมองไฟ หยุดเหมารวม แยกแยะและจัดการ
    ความขัดแย้งที่เกิดซ้ำทุกปีมาจากมุมมองที่แตกต่างระหว่างคนในเขตป่า สังคมเมือง และภาครัฐ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ลักลอบจุดและไล่ดับ” ข้อเสนอคือต้องแยกแยะไฟตามบริบท ทั้งไฟเกษตรที่สูงที่จำเป็น และไฟในพื้นที่ป่าผลัดใบที่มีการสะสมชีวมวลและเป็นแหล่งเก็บหาผลผลิตจากป่าของชาวบ้าน ปัจจุบันมีระบบแอปพลิเคชัน FireD รองรับตั้งแต่ปี 2564 แต่แผนที่ขออนุมัติส่วนใหญ่ไม่ผ่าน เพราะอยู่ในช่วงมีนาคม-ต้นเมษายนซึ่งค่าฝุ่นสูง ทั้งจากในประเทศและข้ามแดน

    ข้อเสนอคือต้องหาทางเลือกยกระดับการจัดการไฟที่หลากหลาย นำความรู้เดิมของคนในพื้นที่มาจัดการร่วมกับระบบ FireD โดยมีกลไกที่ชัดเจน เช่น คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน ประเมินและจัดการเป็นระยะ ตัวอย่างเช่น การจัดการไฟในป่าสนช่วงหน้าฝนที่บ้านห้วยอีค่าง อ.แม่วาง ซึ่งคุมง่ายกว่า โดยต้องมีสถานะที่ถูกรับรองและงบประมาณสนับสนุน
  2. แผนจัดการเชิงพื้นที่ + งบประมาณ
    เชียงใหม่มีแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี แต่ข้อท้าทายคือ แผนตำบลที่เชื่อมโยงแผนหมู่บ้านอย่างมีคุณภาพ ทั้งระยะสั้น (แผนไฟ) และระยะยาว (แผนปรับเปลี่ยนจากการใช้ไฟไปสู่ไม่ใช้ไฟหรือใช้เท่าที่จำเป็น) จะเกิดขึ้นได้อย่างไร และหน่วยไหนเป็นพี่เลี้ยง โดยต้องเชื่อมกับแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษเชียงใหม่

    ข้อเสนอด้านงบประมาณคือ อปท. เป็นหน่วยรับงบได้ แต่ยังเข้าไม่ถึง ทั้งงบถ่ายโอนภารกิจไฟ งบจังหวัด และงบกองทุนสิ่งแวดล้อม ให้ทำแผนแต่ไม่มีงบรองรับก็ไม่เกิดแรงจูงใจ
  3. เสริมศักยภาพอาสาสมัครและชุดดับไฟท้องถิ่น
    ชุดอาสาสมัครระดับหมู่บ้านและสิงห์ไฟตำบลเป็นกลไกจัดการร่วมกับภาครัฐที่สำคัญ แต่ยังขาดงบประมาณและพี่เลี้ยงพัฒนาศักยภาพ สถานการณ์ปีนี้เชียงใหม่มีอาสาสมัครเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 2 ราย ทั้ง 3 รายเป็นอาสาสมัครจากแม่วาง แม่แจ่ม และแม่ริม ปัจจุบันเชียงใหม่มี อปท. 123 ทีม และทีมอาสาสมัครไฟป่าหมู่บ้าน 1,271 ทีม (ป่าสงวน 872 + ป่าอนุรักษ์ 399) ข้อเสนอคือกรมป่าไม้ต้องเป็นพี่เลี้ยง ร่วมกับอาสาสมัครภายนอกที่มีศักยภาพเข้ามาเสริม
  4. ฝุ่นข้ามแดน ความหวังอยู่ที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
    พื้นที่ อ.เชียงดาว ฝาง แม่อาย เวียงแหง ไชยปราการ มีค่าความเข้มข้นของฝุ่นสูงที่สุดทุกปี โดยสถานีตรวจวัด ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว ปี 2569 แสดงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจุดความร้อนที่ขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคมฝั่งเมียนมา แต่รัฐต่อรัฐทำอะไรไม่ได้เนื่องจากระบบการเมืองการปกครองต่างกัน ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (Clear Sky Strategy) ทำได้เพียงสนับสนุนข้อมูลและความรู้ ข้อเสนอคือ มาตรการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดข้ามแดนในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องคงไว้
  5. แหล่งกำเนิดฝุ่นภาคเมือง ลำดับที่ 2 ที่ถูกมองข้าม
    งานวิจัยระบุว่าแหล่งกำเนิดภาคเมืองมีสัดส่วน 36% ของฝุ่นในเชียงใหม่ (เผาที่โล่ง 46%) โดยปล่อยมลพิษทั้งในฤดูฝุ่นที่มีปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) กักขังฝุ่นใกล้พื้นดิน และนอกฤดูฝุ่น ข้อเสนอคือเชียงใหม่ต้องพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมือง ปัจจุบัน อบจ. และภาคเอกชนบางส่วน (RWC) กำลังพัฒนา โดยมีภาคประชาชน “สภาสิทธิการเดินทาง” ติดตามผลักดันให้เกิดระบบที่มีประสิทธิภาพ คาร์บอนต่ำ เป็นธรรม และปลอดภัย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *